มังสวิรัติเพื่อสันติภาพ
  โดย รองศาสตราจารย์ ดร.พิชัย โตวิวิชญ์ ประธานกิตติมศักดิ์ของชมรมมังสวิรัติแห่งประเทศไทย
  ที่มา: ไมตรี สุทธจิตต์. ๒๕๔๒. วิถีสุขภาพแห่งชีวิต จัดพิมพ์โดย สหพันธ์มังสวิรัติแห่งประเทศไทย   ในการประชุมใหญ่มังสวิรัติโลก ๙๙ ครั้งที่ ๓๓ ที่เชียงใหม่

            คนไทยเรายังเข้าใจผิดในหลายเรื่อง และคิดว่าถูกต้อง เช่น การรับประทานข้าวต้องขาว สวย   ซึ่งได้กำจัดสิ่งที่เป็นประโยชน์ออกไปหมดแล้ว น้ำมันพืชก็นำไปฟอกจนใส   สิ่งที่เป็นประโยชน์ในน้ำมันพืชนั้นถูกขจัดออกไปหมด น้ำดื่มก็ถูกขจัดเอาเกลือแร่ แคลเซี่ยม แมกนีเซี่ยม   ธาตุที่มีความสำคัญออกไปหมด ซึ่งจำเป็นต่อการทำงานของหัวใจ ซึ่งโรคหัวใจที่พบว่าเป็นกันมากที่สุดนั้น   ส่วนหนึ่งเกิดจากการดื่มน้ำปราศจากแมกนีเซียม หรือมีแมกนีเซียมไม่พอ เพราะไปกำจัดออกหมด   นี่คือความเข้าใจผิดของคนทั้งโลก

            การรับประทานอาหารมังสวิรัติเช่นกัน คนทั้งหลายเข้าใจว่ารับประทานอาหารมังสวิรัติแล้ว   จะขาดอะมิโนในแอซิดตัวนั้นตัวนี้ นั่นคืออิทธิพลของนักการค้า   เราเกิดเป็นคนหรือเป็นวัวเป็นควายกันแน่ที่ต้องการอะมิโนแอซิดที่มีอยู่ในวัวควายมาใช้ ซึ่งไม่มีความจำเป็นเลย   ในอเมริกาโฆษณาป้ายใหญ่โตว่า “เนื้อวัวเป็นอาหารเย็นที่ดีที่สุด” นี่เป็นความเข้าใจผิดของประชากรโลกหรือผู้บริโภค   โดยอิทธิพลของพ่อค้าที่ไม่ได้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม แต่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนเป็นใหญ่   และยัดเยียดความคิดนั้นให้แก่ประชาชนอย่างไม่ถูกต้อง

           เรื่องสันติภาพก็เช่นเดียวกัน หลายคนคิดว่าถ้าโลกนี้มีคนร่ำรวยมากๆ มีเงินทองเยอะ มีเศรษฐกิจดีมากๆ   ก็เข้าใจว่าสันติภาพคงจะมีได้ ซึ่งเป็นความคิดเห็นที่ถูกต้องเพียงบางส่วนเท่านั้น ถ้าเราคำนึงถึงสันติภาพอันถาวรแล้ว   การพัฒนาเศรษฐกิจก็ดี การพัฒนาในเรื่องความเป็นอยู่โดยวัตถุก็ตาม เป็นเรื่องของการทำลายมากกว่าการสร้างสรรค์

           ถ้าเราร่ำรวยมากๆ เราก็อาจจะไปทำในสิ่งที่ทำลายธรรมชาติ หรือทำอะไรที่จะไปรับผลประโยชน์จากคนอื่นเพื่อประโยชน์เข้าตนเอง สันติภาพที่แท้จริงนั้นผมคิดว่าอยู่ที่จิตใจของมนุษย์เรามากกว่าอย่างอื่น เราจะต้องเข้าใจถึงศาสนาที่แท้จริงให้ได้ต้องเข้าใจถึงแก่นแท้ของการเกิดมามีชีวิตเป็นคนว่าเกิดมาเพื่ออะไร
  กันแน่เราเกิดมาเพื่อให้มีความร่ำรวย เกิดมาเพื่อจะให้อยู่ตึกหลังสวยๆ งามๆ หรือเราเกิดมาเพื่ออะไรกัน ถ้าเราเข้าใจตรงจุดนี้แล้ว ทุกคนจะเข้าใจและพยายามทำอย่างพอกินพอใช้อยู่ และทุกสิ่งทุกอย่างจะมีสันติภาพอันถาวรมากยิ่งขึ้น

           ในการประชุมสันนิบาตเสรีชนแห่งโลกที่กรุงเทพฯ ผมมีโอกาสได้ไปพูดในเรื่องการสร้างสันติภาพซึ่งมาทราบภายหลังว่าในที่ประชุมนี้เขาไม่ให้พูดในเรื่องศาสนา แต่ผมไปพูดว่าถ้าจะให้สันติภาพเกิดขึ้นอย่างแท้จริงแล้ว ทุกคนจะต้องเข้าซึ้งถึงศาสนาของแต่ละคนที่นับถือให้อย่างถ่องแท้ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าศาสนาที่ถูกต้องจะทำให้ประชาชนพลโลกมีสันติสุขสันติภาพมากขึ้น

           ถ้าเราศึกษาคำสอนของศาสนาแล้วจะเห็นได้ว่า เบญจศีลจะเป็นคำสอนพื้นฐานของทุกศาสนา และเรื่องการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตแล้ว ยิ่งเป็นศีลของทุกศาสนาเลยก็ว่าได้ ไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดก็ตาม การมีเมตตาจิตไม่ใช่แค่เฉพาะมนุษย์เท่านั้น ต่อสัตว์ก็สำคัญ นั่นเป็นเรื่องของคำสอนแต่ละศาสนา  มังสวิรัติจะสร้างสันติภาพได้อย่างไร ไม่ใช่เฉพาะทางด้านกายภาพเท่านั้น ทุกสิ่งทุกอย่างในโลก  เกิดขึ้นด้วยสองปัจจัย ปัจจัยหนึ่งคือทางด้านวัตถุ ทางด้านกายภาพที่เราสามารถจับต้อง สามารถวัดได้  ปัจจัยสำคัญที่มองไม่เห็นนามธรรมคือพลังจิต พลังญาณที่เกิดขึ้นของสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตสิ่งเหล่านี้  นักวิทยาศาสตร์มองข้ามไปและก็นึกว่าไม่มีทำให้เกิดเป็นปัญหาขึ้น สำหรับผู้ที่ศึกษาทางด้านนี้หรือ  เคยปฏิบัติทางด้านนี้มา ยืนยันได้ว่าพลังจิตนั้นมีจริง พลังจิตนั้นสามารถทำอะไรต่ออะไรได้แน่นอน  ยิ่งมีพลังจำนวนมากๆ ด้วยแล้วยิ่งสามารถจะรวมกันได้ พลังจิตมีสองทาง คือทางด้านสวรรค์ และทางทำลาย  สิ่งเหล่านี้เราจะต้องช่วยกันทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ และที่เราได้ฟังท่านศาสดาศรีสัตคุรุยักยิต ซิงห์ ยีมหาราช  ประมุขศาสนาซิกข์นิกายนามาธารี พูดไปแล้วนั้น ว่าสัตว์ก็มีจิตวิญญาณเหมือนกันถ้าไม่ไปฆ่าเขา เขาก็มีความรู้สึกนึกคิดในทำนองเดียวกับมนุษย์เรา มีความอาฆาตเคียดแค้นได้ และพลังตรงนี้แหละ  ที่จะทำให้เกิดความวุ่นวายสับสนขึ้นมาได้ ทำให้เกิดคลื่นกระแสในทางทำลายรุนแรง

          ผมเคยเรียกร้องสื่อมวลชนว่าวันๆ หนึ่ง ควรพาดหัวข่าวว่าวันนี้มีอะไรดี ข่าวดี วันนีมีอะไรเพื่อให้เกิดการสร้างสรรค์   มีความรู้สึกนึกคิดในทางที่เป็นสันติภาพ ในแนวทางที่ดี เขาบอกไม่ได้หนังสือพิมพ์จะขายไม่ออก ข่าวดีจะขายไม่ออก  มีแต่ข่าวร้าย ข่าวเรื่องบ้านเมืองที่ไหนล่มจม หนังสือพิมพ์ขายดี แต่ข่าวดีขายไม่ออก

          สิ่งเหล่านี้จึงทำให้เกิดกระแสคลื่นที่เรามองไม่เห็น พวกเราที่อยู่ในที่นี้ก็รวมกระแสคลื่นของพวกเรามังสวิรัติร่วมกัน แต่เรามองไม่เห็น คลื่นวิทยุ คลื่นโทรทัศน์ มีอยู่ในอากาศอยู่แล้ว มีอยู่ในธรรมชาติแต่เรามองไม่เห็น แต่ถ้าเราเอาเครื่องมาจูนรับเข้า เราก็รับได้

          ฉะนั้นเรื่องมังสวิรัติจึงเป็นพื้นฐานอันหนึ่งที่จะสร้างเมตตาธรรม “เมตตาธรรมค้ำจุนโลก” สร้างความเมตตา  สร้างความเอื้ออาทรต่อกัน ก็จะทำให้เกิดสันติสุข สันติภาพที่แท้จริงขึ้นมาได้ แต่การรับประทานอาหารมังสวิรัติอย่างเดียว  คงจะไม่เพียงพอ จะต้องมีการปฏิบัติ เรื่องการปฏิบัตินั้นเป็นเรื่องสำคัญทางพุทธศาสนาเรา ต่อให้เรียนรู้ อ่านรู้ ฟังรู้  รู้มากเยอะแยะเลย ถ้าไม่ปฏิบัติ ผู้นั้นจะไม่สำเร็จอะไรที่แท้จริง เพราะถ้าอ่านรู้ ฟังรู้ เรียนรู้แล้วสามารถสำเร็จได้ง่าย  พระอานนท์คงไม่สำเร็จเป็นพระอรหันต์เป็นองค์สุดท้ายหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว   องค์อื่นสำเร็จเป็นพระอรหันต์ได้แต่พระอานนท์รู้มากเมื่อรู้มากก็กังวลมาก จิตไม่หยุดนิ่ง ไม่สงบ จิตมีความกังวล   จิตมีสิ่งผูกพันอยู่ก็ไม่มีทางสำเร็จได้ ถ้าจิตของเรานิ่ง เราทิ้ง เราละได้ เป็นอิสระ เราปล่อย   เมื่อนั้นเราจะมีสันติสุขในจิตวิญญาณของเรา และเมื่อส่วนตัว มีความสันติสุขขึ้นมา ก็ทำให้ครอบครัวมีสันติสุขตาม   ทำให้หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด ทั้งประเทศ ทั้งโลกมีสันติสุขได้ ถ้าทุกคนร่วมจิตร่วมใจกันสร้างสันติสุข   สันติภาพในจิตใจของเรา โดยการรับประทานอาหารมังสวิรัติ

          ยกตัวอย่างเช่นเมื่อก่อนนี้ผมมีอารมณ์ค่อนข้างรุนแรง ตอนเด็กๆ ใครทำให้ไม่พอใจ ก็จะเตะคนนั้นดิ้นกระแด่วๆ  อยู่กลางถนนเลย ตอนที่ผมเป็นหัวหน้าภาควิชาเคมีเมื่อเลขาบอกว่าทำไม่ได้ผมจะทุบโต๊ะบอกว่าคำว่าไม่ได้ ไม่มี อย่ามาพูดให้ ดร.พิชัย ฟังเด็ดขาด ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ อารมณ์ดุเดือด แต่หลังจากที่ผมรับประทานอาหารมังสวิรัติแล้ว  จิตใจเราค่อยๆ เย็นลง เห็นทุกสิ่งทุกอย่างเป็นธรรมชาติไป ผมอายุ ๖๐ แล้ว มีคนมาทักอยู่เรื่อยว่าไม่เจอกันตั้งหลายสิบปี  ไม่เห็นแก่เลยฉะนั้นถ้าใครไม่อยากแก่การรับประทานอาหารมังสวิรัติเป็นวิธีหนึ่งที่ชะลอความแก่ได้  “Eat Vegetarian live longer” เป็นสัจธรรม เป็นความจริงที่พิสูจน์ได้